2006/Dec/04

หลายครั้งหลายหนที่หลายคนท้อแท้สิ้นหวัง หมดพลังใจ-พลังกาย
ในหนทางที่พวกเขาเลือกเดิน

หลายคนเลือกที่จะเลิกทำในสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน
อีกหลายคนเลือกที่จะให้คนรุ่นหลังเป็นคนสานต่อ

คนเหล่านี้ไม่รู้หรอกว่า

"ตอนที่พวกเขาล้มเลิกความตั้งใจนั้น
พวกเขาเข้าใกล้ความสำเร็จมากขนาดไหน"


แต่มีบางคนในหลายคนที่ท้อแท้สิ้นหวัง
เลือกที่จะเลิกตัดพ้อต่อว่าโชคชะตาฟ้าดิน
กลับมาพยายามให้มากกว่าเดิม
เติมเชื้อไฟให้ลุกโชติช่วง แล้วก้าวเดินต่อไป

คนเหล่านี้รู้ดีว่า

"ปาฏิหาริย์ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้"

ความสำเร็จจากความพยายามมันงดงามมิใช่หรือ ?


Copyright© 2006 ; BONUS13 . All Rights Reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗

หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความไปใช้
รวมทั้งดัดแปลงเป็นสื่ออื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

2006/Sep/28

-1-

'หิ่งห้อย' ทุกตัวบนท้องฟ้ามีอายุขัยของมัน ช้าหรือเร็ว ดาวทุกดวงต้องตายไปในวันหนึ่ง

ความตายของดวงดาวเกิดขึ้นได้สองแบบ
ดาวฤกษ์ขนาดกลางเช่นดวงอาทิตย์ของเราซึ่งจัดว่ามีมวลไม่มากนัก
จะตายแบบช้าๆ เมื่อเชื้อเพลิงในร่างร่อยหรอจนหมดสิ้นเชื้อไฟ
หลังจาก 'ความตาย' ซากดาวจะขยายตัวขึ้นจากขนาดดั้งเดิมหลายร้อยเท่า
กลายเป็นสีแดงสุก เรียกว่า ดาวยักษ์แดง ในกรณีของดวงอาทิตย์ของเรา
มันจะขยายขนาดกลืนกินดาวพุธ ดาวพระศุกร์ และอาจสัมผัสผิวโลก!

ส่วนดาวฤกษ์ที่มีมวลสูง (หรือมวลใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราหลายเท่า)
จะตายด้วยการระเบิดตัวเองอย่างรุนแรง เรียกว่า ซูเปอร์โนวา
จนเหลือซากดาวขนาดเล็กนิดเดียว
มวลดาวที่ตายจะอัดแน่นจนกระทั่งแรงโน้มถ่วงของซากดาวเข้มข้นมหาศาล
หลังจากนั้นตัวตนของมันจะเปลี่ยนสภาพเป็นหนึ่งในสองทางเลือก
หนึ่งคือ ดาวนิวตรอนขนาดจิ๋ว
อีกหนึ่งคือ หลุมดำ

แรงโน้มถ่วงอันรุนแรงทำให้ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวเข็มหมุด
อาจมีน้ำหนักถึงล้านตัน พูดง่ายๆคือ หากใครคนหนึ่งไปยืนบนดาวนั้น
ร่างจะแหลกสลายในเสี้ยวของเสี้ยววินาที
ด้วยแรงโน้มถ่วงที่ดึงทุกอย่างเข้าหาศูนย์กลาง

แต่พลังทำลายของนิวตรอนยังเทียบไม่ได้กับหลุมดำ

สมมุติว่าคุณอัดดวงอาทิตย์ของเราให้เหลือรัศมีสามกิโลเมตร
นั่นคือลดขนาดลงสี่ล้านเท่าของขนาดเดิมของมัน มันจะกลายเป็นหลุมดำ

ความจริงหลุมดำไม่ใช่ 'หลุม' หากเป็นพื้นที่ที่แรงดึงดูดในตัวมันเองสูงมาก
ผลก็คือพื้นที่โดยรอบบริเวณจะบิดเบี้ยว ไม่มีอะไรหนีพ้นแรงดูดนี้ไปได้
แม้แต่แสงสว่าง มันจึงกลายเป็นพื้นที่ที่มืดมนชั่วนาตาปี
เป็นที่มาของนาม 'หลุมดำ'

หลุมดำมีแรงดูดทุกอย่างใกล้ตัวมัน ตั้งแต่ดาวเคราะห์ใหญ่น้อย
ไปจนถึงดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ

-2-

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติผ่านยุคมืดมานับครั้งไม่ถ้วน
บางยุคมืดเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ บ้างเพราะอวิชชา ความหลงผิด
บางครั้งเพราะผู้นำที่บ้าคลั่ง

เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่ชอบเดินตามผู้นำ
แต่งกายตามดาราภาพยนตร์ ใช้ชีวิตเลียนแบบนักร้องดัง
เดินตามผู้นำที่มีภาพลักษณ์สวยงาม ทั้งที่ 'ดวงดาว' ซึ่งเป็นชนชั้นชี้นำสังคมเหล่านี้
มีทั้งแบบนำทางสังคมไปสู่สวนสวยและทางดิ่งลงเหว

เราทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง แต่ปัญญาของเราอาจริบหรี่ลงเมื่ออยู่ใกล้หลุมดำ
หากไม่ระวังตัว แสงสว่างแห่งปัญญาก็จะถูกดูดหายไปอย่างง่ายดาย

ในโลกที่นิยมตัดสินคนกันที่เปลือกนอก
เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างความไร้ปัญญากับปัญญา
ความเสื่อมทรามกับจริยธรรม ผู้นำกับรัฐบุรุษ เปลือกกับแก่น

สัจธรรมของโลกแสดงชัดว่า
คนที่ยิ่งมีอำนาจสรรเสริญก็ยิ่งอยากได้อำนาจสรรเสริญ
กลายเป็นดวงอาทิตย์ที่ขยาย 'มวล' ขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งที่มวลนั้นเป็นเพียงลาภยศสรรเสริญจอมปลอมที่ปะทับโดยบริวารรอบตัว

แรงดึงดูดของอวิชชานั้นร้ายยิ่งนัก โลภะ โมหะ โทสะ
สามารถดูดเอาความถูกต้องไปได้หมด
จนไม่สามารถแยกแยะความชั่วดีออกจากกันได้
ในที่สุดก็ดูดแม้กระทั่งตัวเองเปลี่ยนสภาพเป็น 'หลุมดำ'
และหันไปดูดสังคมรอบตัวต่อไป
มวลแห่งอวิชชายิ่งหนาทึบ โอกาสที่จะกลืนกินตัวเองเป็นหลุมดำยิ่งสูง

'ดวงดาว' ที่ชี้นำสังคมทั้งหลายควรเข้าใจสัจธรรมโลกว่า ลาภยศสรรเสริญไม่เคยยั่งยืน
สิ่งที่เหลือหลังจากความตายของแต่ละคนคือความจดจำของผู้คนว่า
ผู้นำคนนั้นทำอะไรไว้ เช่นที่โลกจดจำได้แต่ด้านมืดของฮิตเลอร์
และด้านสวยงามของ มหาตมะ คานธี

ใครต้องการให้ตัวเองเป็นที่จดจำในรูปของดาวยักษ์แดงหรือหลุมดำ
ก็แล้วแต่คนนั้น เพราะเมื่อระวังรักษาขนาดมวลแห่งปัญญาของตัวเองให้ดี
โอกาสที่จะกลายเป็น 'หลุมดำ' ก็ยากยิ่ง


2006/Sep/16

หมอบอกว่าเขาจะอยู่ได้อีกไม่เกินสองสามปี

เขาอายุยี่สิบเอ็ด เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ในปี 1963 เขาล้มลงและไม่สามารถขยับเขยื้อนกายได้

หมอบอกว่าเขาเป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS)
ระบบประสาทของเขาไม่สามารถสั่งการอวัยวะส่วนต่างๆ ให้ทำงานได้
ร่างกายของเขาจะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวทีละน้อย
จนเป็นอัมพาตถาวร

เขาไม่ได้กลับบ้านไปนอนรอความตาย เขายังคงเรียนหนังสือต่อไป
สำหรับคนทั่วไป การเรียนหนังสือสำหรับคนใกล้ตายถือเป็นความสูญเปล่า
แต่นอกจากเขาจะเรียนต่อแล้ว เขายังแต่งงาน

ชายหนุ่มคนนี้ชื่อ "สตีเฟน ฮอว์คิง"

เขาเกิดในยามสงครามที่ออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ สามร้อยปีหลังจากกาลิเลโอสิ้นชีพ
เหตุที่เกิดที่นั่นเพราะในช่วงสงคราม นาซีเยอรมนีกับอังกฤษทำข้อตกลงว่า
จะไม่ทิ้งระเบิดเมืองมหาวิทยาลัยของกันและกัน
ออกซ์ฟอร์ดจึงมิได้รับผลกระทบของสงคราม

ตั้งแต่เด็ก ฮอว์คิงชอบคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ เขาเรียนได้คะแนนดีมาก
สนใจเทอร์โมไดนามิกส์ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
และควอนตัม ฟิสิกส์ ที่บอกว่า
"อนุภาคแต่ละตัวมีวิถีชีวิตของมันเอง และคาดเดาไม่ได้"

ฮอว์คิงไปเรียนต่อปริญญาเอกที่เคมบริดจ์ ด้านจักรวาลวิทยา
อนาคตของเขาสดใสยิ่ง หากมิใช่เพราะโรคร้ายดังกล่าว

ระหว่างที่เรียนเขาพบหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ เจน ไวลด์
สองปีต่อมาเขาก็ขอเธอแต่งงาน
เขาถามเธอว่า จะพิจารณาแต่งงานกับคนที่มีอายุเหลือสามปีหรือไม่ ?

เธอตกลง และบอกว่า
"นี่เป็นยุคมืดแห่งปรมาณู เราต่างมีอายุขัยที่สั้น"

โรคร้ายทำลายร่างกายของเขาไปทีละน้อย แต่ไม่กระทบสมองของเขา
ฮอว์คิงยังคงหายใจเป็นทฤษฎีทางจักรวาลวิทยา
เพียงแต่ต้องคิดทุกอย่างในหัวก่อนถ่ายทอดมันออกมา

แปดปีหลังจากแสดงอาการของโรคร้าย
ฮอว์คิงพบเพื่อนใหม่ชื่อ รอเจอร์ เพนโรส นักคณิตศาสตร์
ทั้งสองเข้าทีมกัน คำนวณจากฐานที่ไอน์สไตน์วางไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ว่าจักรวาลน่าจะมีจุดเริ่มต้น บิ๊กแบงเกิดขึ้นจริง และเรื่องหลุมดำ

อาการพิการค่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็เป็นอัมพาตเกือบสิ้นเชิง
สูญเสียระบบพูด เขาใช้เสียงสังเคราะห์ไฟฟ้าในการสื่อสารกับคนอื่น
เก้าอี้เข็นของเขาติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์
เชื่อมต่อกับเครื่องอ่านค่ากะพริบตาที่ติดในแว่นตาของเขา
โดยการกะพริบตาและหดกล้ามเนื้อแก้ม เขาก็สามารถพูดได้
ทำการรีเสิร์ชข้อมูลต่างๆ อ่านหนังสือ ท่องอินเทอร์เน็ต เขียนอีเมล
และเขียนหนังสือได้ ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมประตู แสงในห้อง

สตีเฟน ฮอว์คิง ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ Lucasian
ด้านคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ตำแหน่งที่ เซอร์ไอแซค นิวตัน เคยดำรงมาก่อน

หนังสือเล่มแรกของเขา A Brief History of Time (1988)
เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ว่า หนังสือวิชาการขายไม่ได้ในตลาดผู้อ่านทั่วไป
หลังจากนั้นมีออกมาอีกหลายเล่มอย่างไม่น่าเชื่อ
ว่าเป็นผลงานของคนพิการที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้

สตีเฟน ฮอว์คิง ลบคำของหมอที่ตัดสินชีวิตของเขาว่า
จะอยู่ได้อีกไม่เกินสองสามปี เขาอยู่ต่อมาอีกหลายสิบปี

เขาบอกว่าเขาโชคดี เขาว่าตนเองคงไม่สามารถค้นพบสิ่งสำคัญในโลกฟิสิกส์มากเท่านี้
หากมิใช่เพราะการสนับสนุนของครอบครัว

บางทีทุกชีวิตมีทางดิ้นรนของมันเองเสมอ

ขอเพียงอย่าเพิ่งสิ้นกำลังใจ

บางที ควอนตัมฟิสิกส์ อาจจะถูก

"อนุภาคแต่ละตัวมีวิถีชีวิตของมันเอง และคาดเดาไม่ได้"


ที่มา : วินทร์ เลียววาริณ