-1-
'หิ่งห้อย' ทุกตัวบนท้องฟ้ามีอายุขัยของมัน ช้าหรือเร็ว ดาวทุกดวงต้องตายไปในวันหนึ่ง
ความตายของดวงดาวเกิดขึ้นได้สองแบบ
ดาวฤกษ์ขนาดกลางเช่นดวงอาทิตย์ของเราซึ่งจัดว่ามีมวลไม่มากนัก
จะตายแบบช้าๆ เมื่อเชื้อเพลิงในร่างร่อยหรอจนหมดสิ้นเชื้อไฟ
หลังจาก 'ความตาย' ซากดาวจะขยายตัวขึ้นจากขนาดดั้งเดิมหลายร้อยเท่า
กลายเป็นสีแดงสุก เรียกว่า ดาวยักษ์แดง ในกรณีของดวงอาทิตย์ของเรา
มันจะขยายขนาดกลืนกินดาวพุธ ดาวพระศุกร์ และอาจสัมผัสผิวโลก!
ส่วนดาวฤกษ์ที่มีมวลสูง (หรือมวลใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราหลายเท่า)
จะตายด้วยการระเบิดตัวเองอย่างรุนแรง เรียกว่า ซูเปอร์โนวา
จนเหลือซากดาวขนาดเล็กนิดเดียว
มวลดาวที่ตายจะอัดแน่นจนกระทั่งแรงโน้มถ่วงของซากดาวเข้มข้นมหาศาล
หลังจากนั้นตัวตนของมันจะเปลี่ยนสภาพเป็นหนึ่งในสองทางเลือก
หนึ่งคือ ดาวนิวตรอนขนาดจิ๋ว
อีกหนึ่งคือ หลุมดำ
แรงโน้มถ่วงอันรุนแรงทำให้ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวเข็มหมุด
อาจมีน้ำหนักถึงล้านตัน พูดง่ายๆคือ หากใครคนหนึ่งไปยืนบนดาวนั้น
ร่างจะแหลกสลายในเสี้ยวของเสี้ยววินาที
ด้วยแรงโน้มถ่วงที่ดึงทุกอย่างเข้าหาศูนย์กลาง
แต่พลังทำลายของนิวตรอนยังเทียบไม่ได้กับหลุมดำ
สมมุติว่าคุณอัดดวงอาทิตย์ของเราให้เหลือรัศมีสามกิโลเมตร
นั่นคือลดขนาดลงสี่ล้านเท่าของขนาดเดิมของมัน มันจะกลายเป็นหลุมดำ
ความจริงหลุมดำไม่ใช่ 'หลุม' หากเป็นพื้นที่ที่แรงดึงดูดในตัวมันเองสูงมาก
ผลก็คือพื้นที่โดยรอบบริเวณจะบิดเบี้ยว ไม่มีอะไรหนีพ้นแรงดูดนี้ไปได้
แม้แต่แสงสว่าง มันจึงกลายเป็นพื้นที่ที่มืดมนชั่วนาตาปี
เป็นที่มาของนาม 'หลุมดำ'
หลุมดำมีแรงดูดทุกอย่างใกล้ตัวมัน ตั้งแต่ดาวเคราะห์ใหญ่น้อย
ไปจนถึงดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ
-2-
ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติผ่านยุคมืดมานับครั้งไม่ถ้วน
บางยุคมืดเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ บ้างเพราะอวิชชา ความหลงผิด
บางครั้งเพราะผู้นำที่บ้าคลั่ง
เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่ชอบเดินตามผู้นำ
แต่งกายตามดาราภาพยนตร์ ใช้ชีวิตเลียนแบบนักร้องดัง
เดินตามผู้นำที่มีภาพลักษณ์สวยงาม ทั้งที่ 'ดวงดาว' ซึ่งเป็นชนชั้นชี้นำสังคมเหล่านี้
มีทั้งแบบนำทางสังคมไปสู่สวนสวยและทางดิ่งลงเหว
เราทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง แต่ปัญญาของเราอาจริบหรี่ลงเมื่ออยู่ใกล้หลุมดำ
หากไม่ระวังตัว แสงสว่างแห่งปัญญาก็จะถูกดูดหายไปอย่างง่ายดาย
ในโลกที่นิยมตัดสินคนกันที่เปลือกนอก
เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างความไร้ปัญญากับปัญญา
ความเสื่อมทรามกับจริยธรรม ผู้นำกับรัฐบุรุษ เปลือกกับแก่น
สัจธรรมของโลกแสดงชัดว่า
คนที่ยิ่งมีอำนาจสรรเสริญก็ยิ่งอยากได้อำนาจสรรเสริญ
กลายเป็นดวงอาทิตย์ที่ขยาย 'มวล' ขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งที่มวลนั้นเป็นเพียงลาภยศสรรเสริญจอมปลอมที่ปะทับโดยบริวารรอบตัว
แรงดึงดูดของอวิชชานั้นร้ายยิ่งนัก โลภะ โมหะ โทสะ
สามารถดูดเอาความถูกต้องไปได้หมด
จนไม่สามารถแยกแยะความชั่วดีออกจากกันได้
ในที่สุดก็ดูดแม้กระทั่งตัวเองเปลี่ยนสภาพเป็น 'หลุมดำ'
และหันไปดูดสังคมรอบตัวต่อไป
มวลแห่งอวิชชายิ่งหนาทึบ โอกาสที่จะกลืนกินตัวเองเป็นหลุมดำยิ่งสูง
'ดวงดาว' ที่ชี้นำสังคมทั้งหลายควรเข้าใจสัจธรรมโลกว่า ลาภยศสรรเสริญไม่เคยยั่งยืน
สิ่งที่เหลือหลังจากความตายของแต่ละคนคือความจดจำของผู้คนว่า
ผู้นำคนนั้นทำอะไรไว้ เช่นที่โลกจดจำได้แต่ด้านมืดของฮิตเลอร์
และด้านสวยงามของ มหาตมะ คานธี
ใครต้องการให้ตัวเองเป็นที่จดจำในรูปของดาวยักษ์แดงหรือหลุมดำ
ก็แล้วแต่คนนั้น เพราะเมื่อระวังรักษาขนาดมวลแห่งปัญญาของตัวเองให้ดี
โอกาสที่จะกลายเป็น 'หลุมดำ' ก็ยากยิ่ง

ไป Star war ซะงั้นเลย แหะๆ

#1 By The Sadness never go away~~I love Chemical Romance on 2006-09-28 21:05