ผมเป็นพวกที่ไม่ชอบสงคราม
เพราะสงครามเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง และมีแต่ความสูญเสีย
สูญเสียทั้งผู้แพ้ และ ผู้ชนะ

แต่สงครามและความรุนแรงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด
ที่จะได้มาในสิ่งที่ต้องการ !!

ว่ากันว่าหากเปรียบเทียบ "คนตายและผู้ที่ได้รับผลกระทบ"
ในสงครามที่ผ่านมาทั้งหมดของมนุษย์กับ "คนเป็น" ในปัจจุบัน

ดูเหมือน "คนตายและผู้ที่ได้รับผลกระทบ" จะมากกว่า "คนเป็น" เสียอีก

สงครามครั้งแล้วครั้งเล่าของมนุษย์ ต่างมีข้ออ้างในการก่อสงครามต่างๆ

เรามาดูกันว่าสงครามโลกให้อะไรไว้บ้าง


สงครามโลกครั้งที่ 1 ( ค.ศ. 1914 - 1918)

เป็นการทำสงครามแบบเบ็ดเสร็จครั้งแรก
กล่าวคือ เป็นการทำสงครามที่ต่อสู้ทั้งทางบก อากาศ และน้ำ

ต้นเหตุของสงครามมีอยู่หลายอย่างตั้งแต่
ลัทธิชาตินิยม (เซอร์เบีย ไม่ชอบ ออสเตรีย) ลัทธิแสวงหาอาณานิคม
และเป็นการแข่งขันกันทางด้านการอวดแสนยานุภาพ

ชนวนสงครามในครั้งนี้คือ การถูกลอบปลงพระชนม์ของ
มกุฎราชกุมารออสเตรีย-ฮังการี อาร์ชดยุค ฟรานซิส เฟอร์ดินานด์
โดยชาวเซอร์เบีย
เหตุการณ์นี้ทำให้ ออสเตรีย - ฮังการี ประกาศสงครามกับ เซอร์เบีย

ผลของสงครามก็คือ ฝ่ายสัมพันธมิตร ชนะ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง
เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ล่มสลายไปถึง 4 จักรวรรดิอันได้แก่
จักรวรรดิรัสเซีย (ราชวงศ์โรมานอฟถูกสังหารทั้งราชวงศ์ที่เมืองเยคาเตรินบูร์ก)
,จักรวรรดิเยอรมัน ,จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ,จักรวรรดิออสโตมัน

มีการทำสนธิสัญญาที่เรียกว่า "สนธิสัญญาแวซายส์" ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1. ฝ่ายมหาอำนาจกลางต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์
2. ห้ามเยอรมันนีมีทหารประจำการเกิน 100,000 คน
3. ฝ่ายมหาอำนาจกลางต้องถอนทหารออกจากชายแดนทั่วประเทศ
4. เยอรมันต้องส่งมอบถ่านหินให้ฝรั่งเศสฟรี เป็นเวลา 10 ปี


สงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939 - 1945)

ต้นเหตุของสงครามคือ ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาแวซายส์
อีกทั้งยังมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงทางระบบการเมืองระหว่าง
ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ

ชนวนสงครามคือ การที่เยอรมันบุกโจมตีโปแลนด์
และญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ล ฐานทัพเรือฝั่งแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา

ผลของสงครามก็คือ ฝ่ายอักษะแพ้
ชาวยิวถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมไปกว่า 3 ล้านคน
เยอรมันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประเทศอาณานิคมต่างๆ ได้รับเอกราช
และโลกได้เห็นฤทธิเดชของระเบิดปรมาณูที่ให้คร่าชีวิตมนุษย์เป็นครั้งแรก


สงครามที่ผ่านมาทิ้งอะไรไว้มากมาย
แต่ไม่ได้ทิ้งปัญญาไว้ให้มนุษย์ฉลาดขึ้น


เยอรมันทำ "สงคราม" เพราะความฝันของฮิตเลอร์

ญี่ปุ่นทำ "สงคราม" เพราะความฝันของขุนพล

ความฝันของคนไม่กี่คน ทำให้โลกเอ่อล้นด้วยน้ำตา


มหาตมะคานธี อยากให้อินเดียมีเสรี

ต่อสู้ด้วย "สันติวิธี" จนมีอิสรภาพ


Copyright© 2006 ; BONUS13 . All Rights Reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗

หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความไปใช้
รวมทั้งดัดแปลงเป็นสื่ออื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ความอึด

posted on 08 Jun 2006 10:04 by bonus13  in Article

ธอมัส อัลวา เอดิสัน อาจเป็นที่รู้จักกันในฐานะนักประดิษฐ์อัจฉริยะคนหนึ่งของโลก
เขามีงานที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์มากกว่าหนึ่งพันชิ้น
สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างของเขามิเพียงแต่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา
หรือประเทศที่เขาอาศัย หากคือทั้งโลก

เขาย่อมเป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอน

แต่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินเอดิสันบอกว่า
"Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration."
(อัจฉริยภาพคือหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของแรงบันดาลใจ
และอีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของการทำงานอย่างหนักหน่วง)

เบื้องหลังความสำเร็จและงานสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่อัจฉริยภาพ
หรือพรสวรรค์ หากคือความอึด (Perseverance)

อุปสรรคเกิดขึ้นเสมอ เกิดขึ้นทุกวัน และเกิดขึ้นกับทุกคน
คนชนะคือคนที่อดทนกับมันได้

ไม่ใช่เพราะความอึดหรือที่ทำให้ สตีเฟน ฮอว์กิ้ง
กลายเป็นนักฟิสิกส์ชั้นเยี่ยมของโลก ทั้งที่พิการ ช่วยตัวเองไม่ได้

มิใช่ความอึดหรือที่ทำให้นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้เป็นอัมพาตทั้งร่าง
เขียนหนังสือโดยการกะพริบตาทีละอักษร
เช่นเดียวกับคนตาบอดที่ไต่ถึงยอดเขาเอเวอเรสต์

ความอึดเป็นเพียงคำคำเดียวที่อธิบายว่า ทำไมคนที่ดูเหมือนจะไร้ค่า
สามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จนโลกต้องยอมหลั่งน้ำตาให้

หากใช้คำพูดของ เอดิสัน อีกครั้ง
"Just because something doesn't do what you planned it to do doesn't mean it's useless."
(เพียงเพราะว่าบางสิ่งไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ท่านวางไว้
มิได้หมายความว่ามันจะไร้ประโยชน์เอาเสียเลย)

งานยิ่งยาก ผลสำเร็จยิ่งน่าภาคภูมิใจ

ขำขันเรื่องหนึ่งเล่าว่า ชายคนหนึ่งตั้งใจว่ายน้ำข้ามแม่น้ำสายใหญ่
เมื่อว่ายไปถึงกลางลำน้ำ เขาเกิดท้อใจ และว่ายน้ำกลับมาที่จุดตั้งต้นอย่างปลอดภัย

คนจำนวนมากไปไม่ถึงความฝัน มิใช่เพราะพวกเขาอ่อนด้อยกว่าคนอื่น
หากเพราะพวกเขาทิ้งความอดทนไว้กลางทางต่างหาก


ที่มา : วินทร์ เลียววาริณ

คนฉลาดที่ขาดคุณธรรมเป็นผู้นำไม่ได้


สังคมไทยสมัยนี้ยกย่องคนฉลาดว่าเก่ง ว่าดี ว่าเยี่ยม
แตกต่างจากสมัยก่อนที่ยกย่องคนฉลาดว่าเก่ง คนมีคุณธรรมเรียกว่าดีเยี่ยม

คนสมัยนี้ดูที่ความฉลาดอย่างเดียว เพราะคุณธรรมกินไม่ได้

คนฉลาดสามารถคิดทำอะไรต่างๆ ได้มากมาย
จึงไม่แปลกที่คนส่วนมากของสังคมเลือกผู้นำจากความฉลาด
และก็เป็นคนส่วนมากของสังคมอีกนั่นแหละ
ที่ไม่คิดว่าคุณธรรมจะเกี่ยวกับความฉลาดตรงไหน

คนฉลาดคิดสิ่งต่างๆ ออกมา
แต่ความที่ไม่มีคุณธรรมนั้นทำให้สิ่งที่คิดออกมาเลวหมด เช่น

ฉลาดที่จะคิดโครงการต่างๆ เพื่อคนจน
แต่ไม่มีคุณธรรมจึงทำให้คนจนเป็นหนี้เพิ่ม

ฉลาดที่ส่งเสริมการกีฬา
แต่ไม่มีคุณธรรมพอที่จะแบ่งงบประมาณส่งเสริมอย่างจริงจัง

ฉลาดที่จะเสริมสร้างร่างกายด้วยโครงการนมโรงเรียน
แต่ไม่มีคุณธรรมจึงทำให้กินนมเด็ก

ฉลาดที่จะสร้างเงินทุนให้ชาติ
แต่เลวทรามที่เอาสมบัติชาติไปขาย

ฉลาดที่สร้างระบบคมนาคมชั้นนำของอาเซียน
แต่ผิดมหันต์ที่โกงกินงบประมาณสร้างถนน

ฉลาดที่ช่วยค่ารักษาพยาบาลคนจนโดยโครงการ 30 บาท
แต่ผิดตรงที่ลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นอะไรเอาพาราไปกิน
และเลวที่สุดตรงที่เสนอบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคให้ในหลวง

ฯลฯ

จะเห็นได้ว่าคนฉลาดที่ไม่มีคุณธรรมไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้

เมื่อไรประชาชนคนไทยจะกลับไปสู่วัฒนธรรมการเลือกผู้นำแบบเก่าๆ
แล้วเมื่อไรประเทศไทยจะมีผู้นำที่

ฉลาด และ มีคุณธรรม


Copyright© 2006 ; BONUS13 . All Rights Reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗

หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความไปใช้
รวมทั้งดัดแปลงเป็นสื่ออื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด